หลายคนคงจะมีประสบการณ์ ที่ถูกความง่วงเข้าครอบงำกันใช่ไหมคะ ? พยายามใช้เครื่องดื่ม เช่น ชา หรือกาแฟ ก็ช่วยได้เพียงแค่ชั่วคราว สุดท้าย…นอกจากความง่วงจะยังไม่หายไปแล้ว ยังเกิดอาการมึนหัว สมองตื้อตัน คิดอะไรก็ไม่ออก แถมยังเกิดอาการหงุดหงิดไปอีก วันนี้เราเลยอยากชวนทุกคนมา งีบหลับ ระหว่างวันให้สมองแล่นกันค่ะ

ประเภทของการงีบหลับ

1. Planned napping หรืองีบหลับแบบตั้งใจล่วงหน้าไว้แล้ว

เป็นการงีบหลับที่เราตั้งใจจะทำ เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า เราจึงต้องการที่จะงีบหลับเพื่อฟื้นฟูพลังงานในร่างกายค่ะ

2. Emergency napping หรือการงีบหลับฉุกเฉิน

เวลาที่ร่างกายรู้สึกเหนื่อยล้ามาก และเหน็ดเหนื่อยจากการใช้พลังงานมากเกินไป เราจะรู้สึกง่วง เพลีย และหลับไปอย่างรวดเร็ว แต่การนอนงีบประเภทนี้ไม่ใช่การหลับเพื่อสุขภาพที่ดี หากแต่เป็นอาการที่ร่างการต้องการพักผ่อนเพื่อฟื้นฟูพลังงานจากการที่ร่างกายเกิดความอ่อนล้าค่ะ

3. Habitual napping หรือการงีบหลับเป็นนิสัย

เป็นพฤติกรรมที่ปฏิบัติสม่ำเสมอของการงีบหลับของเราในแต่ละวัน โดยจะเป็นการงีบหลับช่วงเวลาเดียวกันซ้ำ ๆ ค่ะ

งีบหลับ จนเป็นนิสัยประจำ

งีบหลับกี่นาที เพื่อให้มีประสิทธิภาพที่สุด

1. 10 – 20 นาที

เรียกการงีบแบบนี้ว่า “power nap” ค่ะ เป็นพลังของการนอนงีบ ที่ช่วยฟื้นฟูความอ่อนล้าให้กับร่างกายเพราะระยะเวลา 10-20 นาที จะช่วยเพิ่มพลังงาน ฟื้นคืนความสดชื่น ความกระปรี้กระเปร่า ทำให้สมองโปร่ง เพราะอยู่ในช่วง non – rapid eye movement (NREM) ที่ร่างกายของเราจะใช้ช่วงเวลานี้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอค่ะ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการพักสายตาเป็นช่วงขณะหนึ่ง

2. 30 นาที

เป็นเวลานอนที่ไม่ค่อยแนะนำสักเท่าไหร่ค่ะ เพราะไม่เป็นผลดีกับร่างกายเลย หากเรานอนไป 30 นาที พอตื่นขึ้นมา จะรู้สึกง่วง มึนงง เหมือนกับคนนอนไม่พอ และยังไม่พร้อมที่จะทำงาน ซึ่งกว่าอาการเหล่านี้จะหายไปก็ต้องใช้เวลาอีกประมาณ 30 นาทีถัดมา

เวลาของการงีบหลับที่เหมาะสม

3. 60 นาที

การงีบหลับในระยะเวลา 60 นาทีหรือ 1 ชั่วโมง เรียกว่าอยู่ในช่วงที่สมองอยู่ในขั้น “slow-wave sleep” เป็นการหลับลึกในระดับหนึ่งค่ะ หากหลังตื่นนอนจะเกิดอาการง่วงนอน งุนงงอยู่บ้าง ต้องปล่อยไปสักพักอาการเหล่านี้ก็จะหายไป แต่ระยะเวลางีบหลับแบบนี้จะช่วยส่งผลต่อระบบความจำของเราหลังจากตื่นขึ้นมา ทำให้สามารถจดจำแหล่งข้อมูลต่าง ๆได้ดีขึ้น เหมาะสำหรับคนที่ทำงานหนัก หรืออ่านหนังสือสอบจนร่างกายอ่อนเพลียค่ะ

4. 90 นาที

การงีบหลับแบบนี้เป็นการนอนที่ครบรอบของการหลับเลยก็ว่าได้ค่ะ เพราะในช่วงระยะเวลา 90 นาที เราจะมีทั้งหลับลึก และหลับแบบสบาย ๆ รวมทั้ง REM stage (Rapid Eye movement)ด้วยค่ะ ถือว่าเป็นการพักผ่อนสมองอย่างเต็มที่ ช่วยให้อารมณ์ดี สมองปลอดโปร่ง และไม่งัวเงียเหมือนช่วงระยะ 30 – 60 นาทีค่ะ

ข้อดีของการงีบหลับระหว่างวัน

  • ก่อให้เกิดการตื่นตัวทั้งด้านสมองและร่างกายในการทำงาน มีความกระตือรือร้น อาการร่วงโรยต่าง ๆ จะดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • ลดความเครียดหรือความหงุดหงิด เป็นการผ่อนคลายสมอง เพราะการหลับจะช่วยลดฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียดได้
  • ทำให้สมองมีประสิทธิภาพในการจำได้อย่างรวดเร็วเพิ่มขึ้น
  • การเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การทำงานที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์จะทำได้ดี และมีความพร้อมมากขึ้น
  • สุขภาพโดยรวมดีขึ้น เนื่องจากการงีบระหว่างวันจะทำให้ร่างกายปรับสมดุลฮอร์โมนและซ่อมแซมเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย
ข้อดีของการงีบ

จบไปแล้วนะคะ สำหรับบทความ มางีบหลับกันเถอะ! งีบหลับ อย่างไรให้สมองแล่น เพื่อช่วยให้ประสิทธิภาพในการทำงาน การเรียน และการทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ดีขึ้น เราขอแนะนำว่าควรจะงีบหลับช่วงบ่าย สัก 10 – 20 นาที เพราะนอกจากจะช่วยให้ สมองของเราปลอดโปร่ง รู้สึกสดชื่น ใช้เวลาไม่มากจนเกินไป และยังไม่กระทบกับช่วงเวลาในการทำงาน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยนะคะ

ต้องบอกก่อนเลยว่า สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการพักผ่อนของเราอย่างมาก คือ สมาร์ทโฟน มีอิทธิพลต่อคนในปัจจุบันเป็นอย่างมาก จนจะกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ไปแล้ว บางครั้งอาจจะแค่อยากงีบหลับ แต่พอได้จับโทรศัพท์มือถือขึ้นมา เวลาแห่งการงีบก็หมดไปซะแล้ว

แต่การเล่นโทรศัพท์มือถือ ก็ยังมีข้อดีด้วยเช่นกัน อย่างเราจะแลกเวลของการงีบ 15 – 30 นาทีนั้น เป็นการสร้างเินจากมือถือของคุณแทนล่ะ แน่นอนว่ามันทำได้ และที่แนะนำเลย คือ การสร้างเงินจากการเล่น เกมสล็อตออนไลน์ ซึ่งบอกเลยว่า เป็นเกมที่เล่นง่าย ใช้เวลาไม่นาน ก็สามารถสร้างเงินให้กับคุณได้ เรียกว่าได้ว่าคุ้มค่ามาก ๆ ค่ะ